July 18, 2021

TOWS Matrix คืออะไร ช่วยคุณวางกลยุทธ์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร

Chanin Nirapai
Digital Marketer

หากคุณเป็นคนที่กำหนดทิศทางขององค์กร หรือมีหน้าที่ในการวางกลยุทธ์ให้กับธุรกิจ คุณก็คงจะผ่านการหาข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อธุรกิจมาวิเคราะห์เพื่อหาปัญหาที่ขัดขวางธุรกิจไม่ให้ไปสู่เป้าหมาย หรือเพื่อหาโอกาสให้กับธุรกิจ ซึ่งหลังจากค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลนั้นจะตามมาด้วยการวางกลยุทธ์ให้กับปัญหาที่เราระบุได้จากการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูล แต่การวางกลยุทธ์นั้นก็ไม่ง่าย ถ้าจะทำให้มันรองรับทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องของธุรกิจ TOWS Matrix ก็จะเข้ามาช่วยในกระบวนการคิดให้เป็นสัดส่วนมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากคุณยังไม่เข้าใจความหมายของกลยุทธ์ เราแนะนำให้อ่านเกี่ยวกับการวางกลยุทธ์

TOWS Matrix คืออะไร

มันคือกระบวนการหรือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการให้ปัจจัยที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยให้เราสามารถวางกลยุทธ์ได้ครบทุกมิติมากยิ่งขึ้น

SWOT ต่างจาก TOWS อย่างไร

SWOT TOWS
ใช้ก่อน TOWS ใช้หลัง SWOT
นำข้อมูลจากภายในและภายนอกองค์กรมาวิเคราะห์ นำข้อมูลที่ได้จากการทำ SWOT มาออกแบบกลยุทธ์
ย่อมาจากจุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรค์ โอกาส ย่อมาจากกลยุทธ์เชิงรุก เชิงรับ เชิงป้องกัน เชิงแก้ไข
ใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา ใช้เพื่อกำหนดกลยุทธ์จากสิ่งที่วิเคราะห์

องค์ประกอบของ TOWS มีอะไรบ้าง

มันประกอบไปด้วย 4 หัวข้อหลัก ๆ ซึ่งก่อนที่คุณจะไปทำความเข้าใจนั้น เราแนะนำให้อ่านบทความเกี่ยวกับ SWOT ก่อนเพื่อทำเข้าใจความเป็นมา เพราะก่อนที่จะมาทำ TOWS ได้จะต้องนำข้อมูลจากการทำ SWOT มาใช้

1. กลยุทธ์เชิงรุก (จุดแข็ง+โอกาส)

อะไรคือจุดแข็ง(S)และโอกาส(O)ของธุรกิจคุณ นำมันทั้ง 2 สิ่งมาปรับให้เข้ากันจนกลายเป็นกลยุทธ์เชิงรุก ยกตัวอย่างเช่นแบรนด์ Apple ทำอย่างไรให้กลุ่มลูกค้าเดิมที่มีความจงรักภัคดีต่อแบรนด์สูง(S) ในการเพิ่มยอดขายจากการมาของเทคโนโลยี 5G(O)

2. กลยุทธ์เชิงรับ (จุดอ่อน+อุปสรรค)

อะไรคือจุดอ่อน(W)และอุปสรรค(T)ของธุรกิจคุณ นำมันทั้ง 2 สิ่งมาปรับใช้ให้เข้ากันจนกลายเป็นกลยุทธ์เชิงรับ ยกตัวอย่างแบรนด์ Apple ทำอย่างไรให้ต้นทุนการเช่าหน้าร้าน(W) มีประสิทธิภาพสูงสุดในสถานการณ์ล็อกดาวน์ในประเทศ(T)

3. กลยุทธ์เชิงป้องกัน (จุดแข็ง+อุปสรรค)

อะไรคือจุดแข็ง(S)และอุปสรรค(T)ของธุรกิจคุณ นำมันทั้ง 2 สิ่งมาปรับใช้ให้เข้ากันจนกลายเป็นกลยุทธ์เชิงป้องกัน ยกตัวอย่างแบรนด์ Apple ทำอย่างไรให้ได้กำไรจากกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีความจงรักภัคดีต่อแบรนด์สูง(S)ให้ครอบคลุมต้นทุนที่เสียไปจากการเช่าหน้าร้านในสถานการณ์ล็อกดาวน์ในประเทศ(T)

4. กลยุทธ์เชิงแก้ไข (จุดอ่อน+โอกาส)

อะไรคือจุดอ่อน(W)และโอกาส(O)ของธุรกิจคุณ นำมันทั้ง 2 สิ่งมาปรับใช้ให้เข้ากันจนกลายเป็นกลยุทธ์เชิงแก้ไข ยกตัวอย่างแบรนด์ Apple ทำอย่างไรให้ต้นทุนการเช่าหน้าร้าน(W) มีประสิทธิภาพสูงสุดในจากการมาของเทคโนโลยี 5G(T)

ซึ่งกลยุทธ์สามารถระดมความคิดและกำหนดออกมาได้หลายแบบ เนื่องจากจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคมีหลายอย่าง เมื่อได้กลยุทธ์แล้วเราก็จะสามารถระดมความคิดและกำหนดแผนออกมาได้หลายแบบเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างกลยุทธ์ที่เราใช้จากข้อ 4 กลยุทธ์เชิงแก้ไขของแบรนด์ Apple เอาไว้ว่า ทำอย่างไรให้ต้นทุนการเช่าหน้าร้าน มีประสิทธิภาพสูงสุดในจากการมาของเทคโนโลยี 5G ซึ่งแผนรับมือก็อาจจะเป็นการใช้พื้นที่ในร้านในการไลฟ์ประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับ 5G หรือให้ทางเครือข่ายเช่าพื่นที่กระจายสัญญาณ 5G เป็นต้น

*ข้อมูลที่ใช้เป็นการยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น

การทำ SWOT ให้ได้มาซึ่งจุดแข็งและจุดอ่อนที่มาจากภายในองค์กรนั้นง่ายกว่าการหาอุปสรรคและโอกาสที่ข้อมูลมาจากภายนอกองค์กร ซึ่งการมองให้เห็นปัจจัยต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกองค์กรนั้นจำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น PEST Analysis และ Five Forces Model เป็นต้น หากมีคำถามหรือข้อโต้แย้งสามารถคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันได้เลย หากชอบคอนเทนต์แบบนี้ฝากกดแชร์เพื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังสนุกกับการทำธุรกิจแล้วเติบโตไปด้วยกัน

แหล่งที่มา : thaiwinner

แชร์

บทความแนะนำ

รู้จักกับ The Spidery บริษัทการตลาดออนไลน์

เรามุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ วัดผลได้
เราวัดผลกิจกรรมทางการตลาดที่นำมาซึ่งยอดขายและผลตอบแทนจากการลงทุน
ดูแลครบจบทุกองค์ประกอบการตลาด
ประหยัดเวลาของคุณได้มากขึ้น เราดูแลทั้งกระบวนการการตลาด นำเสนอแผนที่เหมาะสมกับธุรกิจคุณมากที่สุด
ราคาเท่ากับจ้างพนักงาน
แต่คุณจะได้ทีมงานคุณภาพมากประสบการณ์ไปทั้งทีม และไม่ต้องห่วงเราทำงานเพื่อผลลัพธ์เหมือนพนักงานในบริษัทคุณ

©Copyright 2021 by The Spidery. All rights reserved Privacy Policy